วันหมดอายุของยา

 ยาทุกชนิดมีวันหมดอายุหรือวันสิ้นอายุ การที่ยาหมดอายุหมายความว่า ยานั้นไม่มีประสิททธิภาพในการรักษาโรค เนื่องจากตัวยาสลายตัวหรือไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ วันหมดอายุของยาจะระบุไว้ที่ฉลากข้างขวดหรือข้างกล่อง หรือบนแผง โดยระบุไว้หลายแบบดังนี้

 

     1. ระบุเป็นภาษาอังกฤษคำว่า "Exp. date" เช่น Exp. date 2/5/1996 หมายความว่า ยาหมดอายุวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 ปัจจุบันแต่ละบริษัทยามักระบุวันหมดอายุเป็นภาษาไทยแทน ซึ่งทำให้ดูง่ายมากขึ้น

 

     2. ระบุเป็นภาษาอังกฤษคำว่า "Used before" เช่น Used before Aug. 1996 หมายความว่า ควรใช้ยาก่อน วันที่ 31 ส.ค. 2539

   

     กรณีที่ระบุอายุแค่เดือน ปี ไม่มีวันที่ที่แน่ชัด ให้นับถึงวันสุดท้ายของเดือนนีั้นเป็นวันหมดอายุ เช่น 3/07 หมายความว่าหมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2007

 

     3. กรณีที่ไม่ได้กำหนดวันหมดอายุของยาไว้ให้ดูจากวันที่ที่ผลิต ถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะมีคำว่า M.F.D หรือ Mfd. date แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ผลิตยานั้น ให้เรานับวันหมดอายุจากวันที่ที่ผลิต โดยทั่วไปยาเม็ดไม่ควรนำมาใช้เมื่อผลิตนานกว่า 3 ปี ส่วนยาน้ำไม่ควรนำมาใช้เมื่อมีอายุนานกว่า 2ปีนับจากวันผลิต

 

     ข้อยกเว้นในการดูวันหมดอายุของยา คือ ยาบางประเภทเมื่อเปิดใช้แล้วจะหมดอายุก่อนที่จะถึงเวลาที่ระบุบนฉลาก

     เช่น ยาปฏิชีวนะที่เป็นผงแห้งต้องผสมน้ำก่อนใช้เมื่อนำมาผสมน้ำแล้วจะมีอายุเพียง 7วันเท่านั้น

     หรือยาหยอดตา ยาป้ายตา เมื่อเปิดใช้แล้วถ้าใช้ไม่หมดภายใน 1เดือนก็ไม่ควรนำมาใช้อีก แม้ว่าจะยังไม่หมดอายุก็ตาม

     ข้อยกเว้นอีกอย่างสำหรับการหมดอายุของยา คือ ถ้ายานั้นแบ่งจ่ายใส่ภาชนะบรรจุต่างไปจากเดิมหรือแบ่งขาย วันหมดอายุของยาจะนับจากวันแบ่งบรรจุไปเพียง 1ปี แต่ต้องไม่เกินจากวันหมดอายุจริงที่ระบุบนฉลากยา เช่น

   

     ตัวอย่างที่ 1

     ยา ก. หมดอายุ 1/5/2553 แบ่งใส่ขวดอีกใบจำนวน 100 เม็ด เมื่อวันที่ 1/5/2551 ยาส่วนที่แบ่งนั้นจะหมดอายุวันที่ 1/5/2552 (1 ปีนับจากวันที่แบ่งบรรจุ) ไม่ใช่ 1/5/2553

 

     ตัวอย่างที่ 2

     ยา ข. หมดอายุ 30/10/2551 แบ่งใส่ขวดขายให้ลูกค้าจำนวน 50 เม็ด เมื่อวันที่ 30/12/2550 วันหมดอายุของยา ข. ส่วนที่แบ่งขาย คือ 30/10/2551 เท่านั้น (10 เดือนนับจากวันที่แบ่ง) ไม่ใช่วันที่ 30/12/2551

 

"ยาที่หมดอายุแล้ว ห้ามนำมาใช้กับผู้ป่วย

เพราะนอกจากจะรักษาไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้เป็นอันตรายต่อ ตับ ไต

หรืออาจทำให้เกิดโรคอื่นๆได้ด้วย"

 

ที่มา: คู่มือร้านยา ความรู้เรื่องยาเบื้องต้น และแนวทางการซักถามเพื่อให้การรักษาขั้นต้น โดย จิรัชฌา อุดมชัยสกุล

 

 < Back 

 <<< กลับสู่หน้าหลัก 

Visitors: 100,546,492